เมื่อต้นทุนสูงกว่าเหตุผล บทเรียนจาก Ryanair ที่ถล่มสนามบินระดับโลกด้วยวินัยทางการเงิน
มีปริศนาทางยุทธศาสตร์ข้อหนึ่งที่ ผู้ประกอบการยุคใหม่ ควรถามตัวเองให้บ่อยขึ้น นั่นคือ "ถ้าหากเม็ดเงินที่ต้องจ่ายสูงกว่าผลตอบแทน" ที่จะขับเคลื่อนบริษัทไปข้างหน้า เรายังจะดันทุรังรออยู่ทำไม?
คำถามนี้อาจจะดูเรียบง่ายและตรงไปตรงมา แต่ในความเป็นจริงของการบริหารงานนั้นกลับตอบได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อบริษัทของคุณมีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้ง กับทำเลที่ตั้ง สัญญากรรมสิทธิ์ระยะยาว หรือ สภาวะการโดนผูกขาดทางการค้า ที่เรามักจะรู้สึกไปเองว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือแตะต้องได้
อย่างไรก็ตาม ยักษ์ใหญ่แห่งวงการบินโลว์คอสต์ สัญชาติไอร์แลนด์อย่าง Ryanair เพิ่งจะพิสูจน์และแสดงให้คนทั้งโลกเห็นอย่างประจักษ์ชัดว่า ไม่มีทำเลทองยุทธศาสตร์ใดๆ ที่จะ "มีอำนาจล้นฟ้า" จนทำให้โครงสร้างธุรกิจที่มีการบริหารต้นทุนอย่างเด็ดขาด ต้องยอมเสียสละผลกำไรเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่เอาเปรียบ
จากการรายงานความเคลื่อนไหวล่าสุดในปัจจุบัน ทาง Ryanair ได้ออกแถลงการณ์ร่วมที่สร้างความสั่นสะเทือนว่า จะดำเนินการยกเลิกและปิดศูนย์ปฏิบัติการถาวร ปริมาณรวม 7 ลำที่ท่าอากาศยานเบอร์ลินแบรนเดนบวร์ก ภายในช่วงปลายปีนี้ ควบคู่ไปกับการหั่นสัดส่วนเที่ยวบินทั้งหมด ของศูนย์กลางเศรษฐกิจดังกล่าวลงเกือบกึ่งหนึ่ง ในตารางการบินช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง
เรื่องราวนี้อาจฟังดูเหมือนข่าวในแวดวงอุตสาหกรรมธรรมดาๆ ที่เกิดขึ้นได้บ่อยครั้งในแวดวงธุรกิจการบิน แต่ถ้าหากเราทำการวิเคราะห์และมองให้ลึกลงไป นี่คือสัญญาณเตือนภัยขนาดใหญ่ทางเศรษฐกิจ ที่ไม่ได้พูดถึงเพียงแค่ตัวเลขเที่ยวบินที่หายไป หากแต่เป็นกรณีศึกษาและบทเรียนอันล้ำค่า ความสัมพันธ์ที่ขาดสะบั้นระหว่างนโยบายการจัดเก็บภาษี ค่าใช้จ่าย และ การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ขั้นเด็ดขาด ที่ นักบริหารในยุคที่มีความผันผวนสูงห้ามมองข้ามโดยเด็ดขาด
ก่อนจะวิเคราะห์แนวคิดการบริหารงานที่มีวินัยของฝั่งสายการบิน เราจำเป็นต้องมาศึกษาพฤติกรรมและความผิดพลาดของฝั่งเบอร์ลินกันก่อน เพราะจากสถิติพบว่าทางผู้บริหารสนามบินเลือกที่จะผลักภาระต้นทุนให้คู่ค้า โดยเฉพาะการยกระดับอัตราค่าธรรมเนียมการใช้สนามบินที่เพิ่มขึ้นถึง 50% นี่ยังไม่รวมถึงแผนนโยบายระยะยาวที่จะเก็บเงินเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งสร้างความกดดันให้กับสายการบินต่างๆ อย่างมหาศาล
ประกอบกับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตการบินของทางส่วนกลาง ก็ถูกยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันมีการเรียกเก็บสูงถึง 15.50 ยูโรต่อผู้โดยสารหนึ่งคน ขณะที่ค่าบริการด้านการรักษาความปลอดภัยก็มีแนวโน้มจะขยับตัว ที่จะปรับตัวขึ้นเป็นเท่าตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า รวมไปถึงค่าบริการจัดการวิทยุการบิน ที่ขยับราคาเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าอย่างน่าใจหาย
เมื่อองค์ประกอบด้านค่าใช้จ่ายทุกส่วนพร้อมใจกันพุ่งสูงขึ้น ผลกระทบที่ตามมาจึงเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของตลาด นั่นคือ ยอดรวมผู้ใช้บริการเดินทางผ่านศูนย์กลางเบอร์ลิน ได้เกิดการหดตัวและลดลงอย่างรุนแรง จากเดิมที่เคยสูงถึง 36 ล้านคนในช่วงปี 2019 เหลือเพียงแค่ประมาณ 26 ล้านคนในปัจจุบัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการสูญเสียศักยภาพการแข่งขันไปเกือบหนึ่งในสาม แต่ประเด็นที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ย่ำแย่ของภาครัฐคือ แม้ว่าจะเห็นสัญญาณอันตรายและตัวเลขที่ตกต่ำลงอย่างชัดเจน แต่หน่วยงานผู้มีอำนาจตัดสินใจของเบอร์ลินกลับเลือกที่จะ "ใช้มาตรการเพิ่มราคาเพื่อชดเชยส่วนต่างขาดทุน" แทนการปรับลดราคาเพื่อดึงดูดใจคู่ค้าให้กลับมาใช้งาน
ในทางทฤษฎีและการดำเนินธุรกิจทั่วไปนั้น มีสัจธรรมที่เด่นชัดในเรื่องของกลไกตลาดว่า ราคาและปริมาณความต้องการมีความสัมพันธ์ในทิศทางผกผันกัน อธิบายให้เข้าใจง่ายคือ ยิ่งคุณตั้งราคาบริการไว้แพงเท่าไหร่ กลุ่มผู้บริโภคหรือลูกค้าก็ย่อมที่จะปรับลดพฤติกรรมการใช้งานลง
แต่ความล้มเหลวเชิงกลยุทธ์ของฝั่งเยอรมนีในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การลืมกฎเศรษฐศาสตร์พื้นฐานเท่านั้น แต่มันคือการขาดวิสัยทัศน์และการแยกแยะไม่ออกระหว่าง "อำนาจต่อรองที่ได้มาจากการเป็นเจ้าของพื้นที่" กับ "ความอยู่รอดและความยั่งยืนในระยะยาวของระบบนิเวศธุรกิจ"
กลุ่มทุนผู้บริหารอาจหลงคิดว่าตนเองถือไพ่เหนือกว่า ว่าตนเองถืออำนาจต่อรองที่เหนือกว่าสายการบิน เพราะสถานที่แห่งนี้คือประตูสู่เมืองหลวงและเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริงของอุตสาหกรรมการบินยุค 2026 ยักษ์ใหญ่อย่างไรอันแอร์มีความสามารถในการเคลื่อนย้ายเครื่องบิน เพื่อเปลี่ยนไปลงจอดในทำเลอื่นที่ต้อนรับพวกเขามากกว่า ส่งผลให้อำนาจต่อรองที่เคยคิดว่ามั่นคงนั้นพังทลายลงอย่างง่ายดาย
เรื่องนี้สามารถเปรียบเทียบได้เห็นภาพชัดเจนกับ แลนด์ลอร์ดที่หลงระเริงในกรรมสิทธิ์พื้นที่ ที่คอยแต่จะรีดไถและยกระดับค่าบริการรายเดือนอยู่ตลอดเวลา โดยไม่เคยเปิดใจรับฟังเสียงสะท้อนหรือความเดือดร้อนของผู้เช่า ในท้ายที่สุดเมื่อคู่ค้ารายสำคัญทนแบกรับภาระไม่ไหวและเลือกที่จะ ถอนตัวออกไปแสวงหาพันธมิตรใหม่ในดินแดนที่มีต้นทุนต่ำกว่า ซึ่งเมื่อวันนั้นมาถึง ต่อให้เจ้าของพื้นที่อยากจะลดราคาลงมา สิ่งที่น่าเศร้าคือเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว
หลายคนที่ไม่เข้าใจกลไกตลาดอาจจะตีความและมองว่า การตัดสินใจถอยทัพครั้งนี้คือความล้มเหลวของทางสายการบิน แต่นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการเงินกลับมองว่า สิ่งนี้คือกรณีศึกษาที่สมบูรณ์แบบในเรื่องของ "การถอยอย่างมีกลยุทธ์ (Strategic Retreat)"
ระบบการทำงานของ Ryanair ถูกขับเคลื่อนด้วยเหตุและผล และพิจารณาจากตัวเลขบนหน้ากระดาษอย่างเป็นรูปธรรม หากแต่พวกเขามีซอฟต์แวร์และทีมงานที่คอยตรวจสอบค่าใช้จ่าย ในทุกๆ ตารางนิ้วและทุกๆ เส้นทางการบินอย่างเข้มงวด ดังนั้นทันทีที่ระบบประมวลผลระบุว่าน่านฟ้าเบอร์ลิน ไม่มีตัวเลขที่สามารถสร้างส่วนต่างกำไรที่ปลอดภัยได้อีกแล้ว ทางออกของพวกเขาจึงไม่ใช่การทนอยู่เพื่อรอคอยความเมตตาจากภาครัฐ แต่คือการสั่งเคลื่อนย้ายและจัดสรรทรัพยากรไปสู่ทำเลใหม่ที่ดีกว่าทันที
ซึ่งผลลัพธ์คือพวกเขาสามารถตั้งเป้าทะยานยอดผู้โดยสารไปสู่ระดับ 216 ล้านคนในปี 2026 ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับตัวเลข 149 ล้านคนในปี 2019 และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังประกาศเปิดรับสมัครพนักงาน เพื่อยืนยันว่าโครงสร้างธุรกิจของพวกเขายังคงแข็งแกร่งและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ตอกย้ำว่า ทรัพย์สินและบุคลากรไม่ได้ลดน้อยลงเลย มันแค่เคลื่อนย้ายตนเองไปอยู่ในจุดที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดเท่านั้น
ในกรอบความคิดและวัฒนธรรมการทำงานของคนไทยทั่วไปนั้น เรามักจะให้คุณค่ากับคำว่า "ความอดทน" และการฝ่าฟันอุปสรรค ทว่าในหลายๆ สถานการณ์ของการทำธุรกิจยุคปัจจุบัน การดันทุรังรักษาความสัมพันธ์กับคู่ค้าที่คอยแต่จะรีดไถผลประโยชน์ ไม่ใช่ความซื่อสัตย์สุจริตหากแต่เป็นการทำลายเสถียรภาพของบริษัท มากกว่าที่จะเป็นคุณสมบัติที่น่าชื่นชม
ดังที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Ryanair คุณ Eddie Wilson ได้สะท้อนความจริงใจผ่านประโยคเด็ดที่ว่า "เราไม่มีออปชันอื่น" เนื่องจากระบบไม่สามารถยอมรับการปรับขึ้นราคาซ้ำซ้อนบนฐานค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วได้อีก พร้อมทั้งตอกย้ำความล้มเหลวเชิงนโยบายของรัฐบาลเยอรมัน และเปิดเผยข้อมูลว่าก่อนหน้านี้ Ryanair ก็ได้ทำการปิดฐานบิน ในหัวเมืองหลักของประเทศนี้มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งรวมเป็นการสูญเสียกำลังรบฝูงบินรวมถึง 13 ลำออกจากเยอรมนี หัวใจสำคัญที่ผู้บริหารห้ามมองข้ามคือ: การฝืนใจจับมือกับพันธมิตรที่ดำเนินนโยบายขูดรีดผลประโยชน์ฝ่ายเดียว ไม่ใช่ความซื่อสัตย์ทางการค้าที่น่ายกย่องเลยแม้แต่น้อย แต่มันคือการเดินหน้าเข้าสู่ทางตันและทำลายอนาคตของพนักงานทุกคนในองค์กร
มิติความเสี่ยงที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้สถานการณ์นี้ระบุว่า โครงสร้างต้นทุนไม่ได้ดีดตัวสูงขึ้นจนน่ากลัวตั้งแต่เริ่มต้น หากแต่พวกมันค่อยๆ สะสมและปรับเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย โดยเริ่มจากการปรับขึ้นภาษีทีละสิบเปอร์เซ็นต์ ต่อด้วยการเพิ่มราคาค่าบริการรายทาง ซึ่งในแต่ละก้าวของการเปลี่ยนแปลงนั้นดูเหมือนเป็นจำนวนเงินที่ ธุรกิจยังมีความสามารถในการเจียดงบประมาณมาจ่ายได้ แต่ทันทีที่สิ้นสุดไตรมาสแล้วเปิดดูงบการเงินในภาพมหภาค จะพบว่าต้นทุนสะสมรวมได้ปรับตัวขึ้นมาจนน่าใจหาย
ในแวดวงนักบัญชีและที่ปรึกษาองค์กร มีคำจำกัดความเรียกพฤติกรรมนี้อย่างน่าสนใจว่า "การกัดกร่อนของผลกำไรแบบสะสม (Profit Erosion)" ซึ่งนับว่าเป็นภัยคุกคามที่มีความน่ากลัวและอันตรายยิ่งกว่า ภาวะวิกฤตเฉียบพลันที่ทำให้เกิดความตื่นตระหนกทันที นั่นเป็นเพราะปรากฏการณ์นี้จะไม่สร้างแรงกระเพื่อมที่รุนแรงในระยะสั้น ทำให้ฝ่ายจัดการมักจะเลือกใช้วิธีประนีประนอมและแก้ไข และแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปตามสถานการณ์เฉพาะหน้าในแต่ละเดือน จนกระทั่งรู้ตัวอีกทีโครงสร้างการเงินของบริษัทก็พังพินาศไปแล้ว
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพทุกคน ควรระบุเป็นมาตรการบังคับในองค์กรเลยว่าทุกไตรมาสจะต้องมี "การทำเอ็กซเรย์ค่าใช้จ่ายและงบประมาณทั้งระบบ" อย่ามองและประเมินเพียงแค่ว่าตัวเลขบัญชีในเดือนนี้ หรือดูเพียงแค่กระแสเงินสดหมุนเวียนชั่วคราวเท่านั้น หากแต่ต้องตั้งโจทย์และทวงถามกับทีมบริหารอย่างจริงจังว่า ดูสรุปได้ที่นี่ "โครงสร้างและสัดส่วนค่าใช้จ่ายคงที่ของเราขยับตัวไปในทิศทางใดในระยะยาว?"
หนึ่งในอาวุธลับและจุดแข็งที่ทรงพลังที่สุดของสายการบิน Ryanair คือการสร้างสถาปัตยกรรมระบบการทำงานที่เอื้อต่อการเคลื่อนย้าย ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อรองรับสภาวะวิกฤตและการโยกย้ายในเวลาอันสั้น ยกตัวอย่างเช่น นโยบายการเลือกใช้เครื่องบิน เพียงโมเดลสายพันธุ์เดียวสำหรับทุกเส้นทางนั่นคือรุ่น Boeing 737 ซึ่งการทำมาตรฐานเดียวกันในลักษณะนี้ส่งผลดีอย่างมหาศาล ทำให้บุคลากรทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นนักบินหรือพนักงานบริการ สามารถเคลื่อนย้ายไปประจำการในฐานบินแห่งใหม่ทั่วโลก โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับขั้นตอนการรีสกิลหรือฝึกสอนงานที่ซับซ้อน โมเดลนี้จึงกลายเป็นต้นแบบของการสร้างความยืดหยุ่นเชิงปฏิบัติการ
ด้วยเหตุนี้ ทันทีที่ตัวเลขผลประกอบการในเบอร์ลินเริ่มส่งสัญญาณลบ ฝ่ายจัดการจึงสามารถประกาศคำสั่งราชการและขับเคลื่อน ขั้นตอนการเคลื่อนย้ายระบบโลจิสติกส์ทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งน่าทึ่งมากที่ไม่มีกระบวนการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นเลยแม้แต่อัตราเดียว เนื่องจากพนักงานทุกคนในระบบจะได้รับข้อเสนอและสิทธิ์ ไปทำหน้าที่ในศูนย์การบินสาขาอื่นที่มีสถิติผลกำไรที่ดีกว่า
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างแบบแข็งตัว ที่ทรัพยากรและระบบงานส่วนใหญ่ถูกผูกติดอยู่กับ สำนักงานใหญ่ หรือระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ไร้การพัฒนา เมื่อบริบทของตลาดเกิดความผันผวนและเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พวกเขาก็มักจะตอบสนองได้ช้าจนกระทั่งสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไป